มายา

posted on 14 Feb 2009 01:38 by nietzscherian

 

โลกใบนี้ถูกปกคลุมด้วย มายา

มายาที่นำเอา ความรัก อำนาจ เงิน ความสำเร็จ เป็นตัวล่ิิอ

วันวาเลนไทน์นี้เป็นผลพวงจากศาสนา เป็นผลลัพธ์ของความเขลา

ทุกปีมีเด็กที่เกิดมาโดยความไม่พร้อมของพ่อ-แม่ กี่คน?

มายาทำให้เด็กกลายเป็นส่วนเกินกี่คน ...

 

น้องชายอายุ19ขวบของผมส่งเมจเสจมาหา

"ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตคนเราจะไว้ใจใครได้สักกี่คน

  ผมกับพี่แน่นอนว่าเราจะไม่ทำให้ใครสักคนต้องลำบาก

  แต่ผมจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าอนาคตผมลำบากแล้วจะทำยังไง

  ขอบคุณที่เวลาผมท้อแล้วยังมีพี่ ... รักพี่เสมอครับ"

 

มายา ... ไม่เคยทำให้เราสองคนเป็นส่วนเกิน

 

 

 

ปล.ดูหนังเรื่อง Slumdog Millionaire แล้วอิ่มเอมใจที่สุด ให้เกรดAไปเลย

 

 

จักรวาลบนต้นคริสมาส

posted on 03 Feb 2009 02:28 by nietzscherian

ทุกคืน ผมจะออกมานั่งอ่านหนังสือที่ระเบียงเงียบๆคนเดียวสักชั่วโมง

แต่ผมไม่ชอบเปิดไฟตรงระเบียง ทุกครั้งจะเปิดผ่าม่านกว้างๆให้ไฟในห้อง

ส่องออกมารางๆพอให้อ่านหนังสือได้ ที่เหลือจะทิ้งตัวเองจมอยู่กับจินตนาการ

และความฝัน ...

 

ความฝัน ... เป็นสิ่งที่ทำให้ผมนั่งเหม่อมองโน่นนี่ได้อย่างอิสระ ไม่มีใครรับรู้

ไม่มีใครสนใจ ความฝัน ... เป็นสิ่งที่ทำให้ผมยิ้มได้เมื่ออยู่คนเดียว

หนึ่งในความฝันวันเยาว์ของผมนั้นคือ ผมอยากเป็นนักบินอวกาศ

ผมเคยคิดเสมอว่าการเป็นนักบินอวกาศนั้นคงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก

การได้รู้จัก ยูริ เอ กาการิน หรือ นีล อาร์มสตรอง ผ่านตัวหนังสือและภาพถ่าย

เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความแปลกใจ หลายครั้งที่แหงนหน้าขึ้นฟ้า

เต็มไปด้วยหมู่ดาวมากมาย พลันเกิดคำถามว่า "ดาวนั้นเรียกว่าอะไรนะ"

ช่วงเวลาอันมีความสุขกับการปล่อยใจให้เต้นรำกับดวงดารา ช่างพิเศษ

 

ผมเคยไล่ตามความฝัน ครั้งหนึ่งผมเคยอ่านทุกอย่างเกี่ยวกับดวงดาวเท่าที่

ห้องสมุดโรงเรียนจะมี ผมเคยบอกชื่อบริวารของดาวพระฤหัสได้จนหมด

เส้นผ่าศุนย์กลางของดวงอาทิตย์ ชั้นน้ำแข็งของดาวเสาร์

อิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง และการส่องแสงของดวงจันทร์ 

ครั้งหนึ่งผมเคยเข้าแข่งขันนักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์แล้วได้ที่สาม

หลายครั้งที่ผมมีความสุขท่ามกลางจักรวาลบนต้นคริสมาส

 

แต่ความฝันก็เฉกเช่นความฝันอันมีความหมายตามตัวของมันเอง

ผมไม่เก่งคณิตศาสตร์ทำให้เรียนต่อสายวิทย์ไม่ได้ 

เส้นทางการเป็นนักบินอวกาศของผมมอดแสงลง ณ จุดนั้น

เหมือนหัวใจของผมรู้จักการประชด ...

หนังสือประวัติศาสตร์ ปรัชญา นิยาย การเมืองการปกครอง

ถูกช้อนใส่ความคิด ... ผมค่อยๆลืมทฤษฎีดวงดาว

ค่อยๆลืม ... ค่อยๆลืม ... จนลืมหมด

 

การที่เราไม่เปิดไฟที่ระเบียงนั้นทำให้เรามองเห็นท้องฟ้าชัดยิ่งขึ้น

ดาวศุกร์ ดวงจันทร์ ส่องแสงผ่านความมืดของจักรวาลสู่หัวใจของผม

แต่สายตาของผมนั้นไม่ได้จ้องอยู่ที่ดาราเหล่านั้นหรอก ...นอกจากหนังสือในมือ

เพราะความฝันอันเฉกเช่นความฝันในความหมายของมัน ...

การเป็นนักเขียนคือเส้นทางที่ผมเลือกแล้วตอนนี้ ...

แม้ไม่ได้บินไปบนอวกาศ ... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า

ผมไม่ได้อยู่ท่ามกลางจักรวาลบนต้นคริสมาสเสียหน่อย ...ผมยังคงอยู่

ความลี้ลับของจักรวาล ผ่านอิสระทางความคิดของตัวเอง ...

ผมรู้ ...แม้ผมจะไม่ได้เป็นนักบินอวกาศ

แต่อย่างน้อย ...แม้วันฟ้าปิด ดวงดาราก็ยังอยู่ตรงนั้นแม้ไม่เห็น

 

ยังอยู่เป็นเพื่อนผมเสมอมา ... 

 

 

กาแฟ

posted on 23 Jan 2009 12:03 by nietzscherian

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบัณฑิตที่เพิ่งจบมาหมาดๆประมาณสองพันคน

แปดสิบเปอร์เซนต์ของจำนวนนี้จะเข้าไปวิ่งอยู่ในระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว

บางส่วนศึกษาต่อ บางส่วนนอนอยู่บ้านเฉยๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเปอร์เซนต์คนตกงาน

ก็ยังถือว่าน้อยมากหากเทียบกับความเป็นจริง จริงที่บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แต่รับ "ค่าการันตี" จากสังคมไม่น้อย แม้บางคนจะมีศักยภาพน้อยกว่าคนทั่วไปก็ตาม

ค่าเฉลี่ยฐานเงินเดือนของบัณฑิตอยู่น่าจะอยู่ที่เก้าพันบาท นี่คือรวมฐานเฉลี่ยของแพทย์ไปด้วยแล้ว

หลายคนที่เข้ากรุงเทพไป ได้เงินเดือนหมื่นต้นๆ แต่เจ็ดพันเชียงใหม่ กับหมื่นต้นๆกรุงเทพ

"ไม่ได้มีอะไรต่างกัน"  ... นี่คือสาเหตุที่ทุกคนบ่นกับผมว่าเงินไม่พอกิน แม้จะมีงาน

เพื่อนสนิทคนหนึ่งของผมจบเภสัชศาสตร์ ตอนนี้ได้เงินเดือนประมาณหมื่นสอง ยิ่งเพื่อนที่เป็นครู

ด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เจ็ดพันถ้วน หลังจากหักภาษีและประกันสังคม แต่ดูเหมือนวิถีชีวิตของคนไทย

จะสวนกระแสกับความเป็นจริง ... ความเป็นจริงคืออะไร ความเป็นจริงคือการเบื่อหน่ายที่เงินไม่พอใช้

 

คนไทยชอบทานกาแฟ ทั้งๆที่มันติดราคาแพงลิบลิ่ว สองร้อยบาทต่อแก้วก็มี แน่นอนว่าคนไทยไม่บ่น

เมื่อเปลี่ยนเป็นยูเอสดอลล่าร์อยู่ที่ประมาณ หกดอลล่าร์ ซึ่งมันไม่มากเกินไปหากเทียบกับคนขับรถเมล์

ของประเทศอื่นๆ ซึ่งตกอยู่ที่ประมาณพันสองร้อยดอลล่าร์ ค่าครองชีพสูง เงินเดือนสูง เป็นเรื่องปกติ

แต่ขอโทษ จริงๆแล้วกาแฟแทบจะเป็นเครื่องดื่มที่แจกฟรี ผมเลยคิดว่า แท้จริงแล้วคนไทยดื่มกาแฟแพงๆ

เพราะว่ามันดูมีคลาส เท่านั้น

 

ไม่ต้องไปนับลูกเศรษฐี เพราะว่าคนเหล่านี้ไม่ได้รับผลทางเศรษฐกิจมากเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้ว

คนไทยมีเศรษฐีจอมปลอมเยอะ เงินเดือนน้อยนิด ถูกลดโอที แต่ก็มีเงินซื้อกาแฟแพงๆได้ มีฟอง มีนม

คุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อน(คุณแม่รหัส19) เงินหนึ่งบาททำอะไรได้ตั้งเยอะ คุณแม่เรียนจบมาใหม่ๆ

เข้าไปทำงานเป็นเลขานุการบริษัทซันโย ได้เงินเดือนประมาณสองพันห้า เงินจำนวนนี้เลี้ยงทั้งครอบครัวได้

ตัวผมจบรหัส46 ทำงานหาเงินเป็นครั้งคราวไปครั้งละประมาณ สองหมื่นห้า

(นี่คือเงินจ้างของคนที่พูดอังกฤษได้ พูดจีนได้ ญี่ปุ่นนิดหน่อย ไทย และสอนนักเรียนเป็น) ยังรู้สึกว่า

เลี้ยงตัวเองยังไม่รอด ขนาดว่าไม่ทานกาแฟ จ่ายก็แค่บุหรี่เดือนละประมาณ เจ็ดร้อยห้าสิบบาท

ผมเคยบอกเพื่อนว่า "ไม่ต้องเครียดไป มึงมีงานประจำยังไงๆก็ได้เงิน ต่างกับกูเสียอีกที่ไม่มั่นคง"

"เอาเถอะ ตราบใดที่คนไทยยังมีเงินไปเที่ยวกลางคืน เปิดเหล้าแพงๆ กินกาแฟแพงๆ เรายังไม่ตายหรอก"

จริงหรือ? ผมก็ปลอบเพื่อนให้รู้สึกดีเท่านั้นเอง แท้จริงแล้ว เรากำลังจะตาย หิวตาย หนาวตาย ในไม่ช้า

จะบอกอะไรให้ว่า การไปเที่ยวกลางคืนอาจดูเหมือนเป็นการกระทำในระบบเศรษฐกิจ คือเอาเงินไปวิ่ง

วิ่งเข้าใคร? จริงอยู่รัฐอาจจะได้ส่วนเล็กๆ แต่ทั้งหมดก็วิ่งเข้าเจ้าของ ส่วนเจ้าของก็เอาไปวิ่งเข้า

รถนอก น้ำหอมนอกหลายๆขวด คาสิโน เสื้อผ้านอก และอะไรต่อมิอะไรที่เป็นนอก ไม่มีทางหรอกที่

คุณมีเงินมากขนาดนั้นแล้วคุณจะใช้ของไทย

 (ของไทยซื้อได้ที่ไหน? ขายที่ไหน? และมันถูกกว่าตรงไหน?) ก็เพราะ คลาส นั้นแหละ

 

ส่วนคนที่เงินน้อยอย่างเราๆ จะนึกถึงจีนก่อนเสมอ พม่าบ้างบางครั้ง จริงอยู่ที่เราซื้อของได้ถูกกว่า

แต่เงินก็วิ่งออกนอกประเทศอยู่ดี ผมมองไปถึงเงินสองพันที่รัฐบาลอัดฉีดแจกเข้ามา มันไม่แก้อะไร

สองพันนี้ กับสองพันรุ่นคุณแม่ ไม่เหมือนกัน สองพันรุ่นคุณแม่เข้าไปวิ่งซื้อข้าว ซื้อผัก เป็นเดือน

เงินส่วนใหญ่วิ่งเข้าเกษตรกร อันเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ คุณคงเคยเรียนกันมาใช่ไหม

เคยมีดร.คนไหนสักคนบอกผมว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศกสิกรรมอีกต่อไปแล้ว

ดร.พูดผิดในความคิดผม เพราะว่าดร.มีฐานเงินเดือนสามหมื่นห้า จะไปเข้าใจอะไร? ฐานเงินเดือน

ของคนประเทศนี้ตกอยู่ที่สี่พันบาท จ่ายค่าหอยังไม่พอเลย ทุกครั้งที่ผมเห็นคนไปเที่ยวกลางคืน

ผมคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเยาวชนเหล่านี้เอาเวลาไปเรียนหนังสือ หรือง่ายๆแค่ นอนอยู่บ้านเฉยๆ

หยิบหนังสือที่ตัวเองสนใจขึ้นมาอ่าน ประเทศนี้คงมีดีกว่านี้เยอะ 

 

ไทยไม่มีระบบวรรณะ ? ใครบอก ? ระบบนี้มันมาพร้อมกับระบอบทุนนิยม

ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า คนมีรถยนต์ หาแฟนได้ง่ายและสวย กว่าคนที่ไม่มีรถยนต์

อาจไม่ใช่ทั้งหมด ... แต่ก็คือ ความจริง ... "คลาส"

 

หนทางแก้ไขนั้นแทบจะไม่มี นอกจากเปลี่ยนกรอบความคิดของประชาชนเสียใหม่

การเปลี่ยนกรอบความคิดนั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่อาจต้องใช้เวลานานมาก

บวกกับประชาชนจะต้องผ่านประสบการณ์เลวร้ายมาไม่น้อย ความคิดคนถึงจะเปลี่ยน

ห้าสิบปี ร้อยปี สองร้อยปี ก็ตามแต่ว่าเราจะรู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่แค่ไหน?

นักคิดที่ยิ่งใหญ่ จะเกิดขึ้นเมื่อสังคมสั่นคลอน ... น่าเสียดายที่ผมไม่อาจหวังได้ในรุ่นผม

อาจจะมีเด็กบางคนเกิดมาคล้าย นิตเซ่ ...ลินคอน...คาร์ล มาร์ค ... คานธี ..ไดอะนา

แต่จะมีสักกี่คนที่รอดเหลือมาเป็นผู้ที่สร้างกรอบความคิดเปลี่ยนแปลงสังคม

หากกาแฟที่แพง ต้องประกอบด้วย เม็ดกาแฟชั้นดี เครื่องบดชั้นเลิศ และคลาสที่ดูดี

แม้ผมจะไม่ชอบทานกาแฟเท่าไหร่ ผมยอมจ่ายค่าชาดำเย็นไม่เกิดแก้วละยี่สิบบาท

แม้ใครจะหาว่าผมไม่มีเทส ... ลาเต้ที่ดีต้องมีส่วนประสมที่ยอดเยี่ยม

แต่เชื่อเถอะ แม้ประเทศนี้จะประสมด้วยบัณฑิตมากมายที่เก่งกาจ

 

ลาเต้ประเทศไทยก็ไม่ได้กลมกล่อมอย่างที่คิด

 

 

ปล.เพื่อนๆเอ๋ย สู้ๆนะพวกมึง ผ่านมันไปให้ได้ ยินดีด้วยที่ภูกับบอยจบเสียที

 

*แด่เพื่อนๆผู้ทำโอทียันมืด และพี่ไก่จอมขยัน